ฉีดผิวขาว ลดน้ำหนัก จี้ไฝ เชียงใหม่

Facebook Instagram ENG | CHA

แผนกศัลยกรรม เชียงใหม่

แผนกศัลยกรรม

แผนกศัลยกรรม เชียงใหม่


แผนกศัลยกรรม

1. การปลูกผม

เส้นผมสามารถสิ่งที่บ่งบอกถึงตัวตนและความมั่นใจของแต่ละบุคคลได้ ไม่ว่าจะทั้งชายและหญิงต่างก็ล้วนที่รักและต้องการดูแลเส้นผมของตัวเองเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาต่างๆกับเส้นผม อาทิ ผมแห้งเสีย รังแคบนหนังศีรษะ รวมถึงปัญหาศีรษะล้าน ซึ่งเป็นสิ่งที่สามารถบั่นทอนความมั่นใจเป็นอย่างมาก แถมยังทำให้ภาพลักษณ์โดยรวมดูแย่ลงไปอีกด้วย
        ปัญหาศีรษะล้านหรือปัญหาผมร่วงเป็นปัญหาที่รบกวนใจของบุคคลทุกเพศทุกวัย ซึ่งสามารถของการเกิดหนังศีรษะล้านนั้นล้วนมีสามารถและปัจจัยก่อให้เกิด อาทิเช่น  การดูแลไม่ถูกต้อง การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน โรคบางชนิด ผมร่วงจากการทานยาบางชนิด หรือการฉายรังสี การลดน้ำหนักผิดวิธี ความเครียด และพันธุกรรมของบุคคลนั้นๆ ซึ่งทางปัญหานี้เหล่านี้ในปัจจุบันมีเทคนิคและอุปกรณ์ทางการแพทย์สามารถช่วยทำให้ลดปัญหาเหล่านี้ได้ โดยการปลูกเส้นผมจากหนังศีรษะ เป็นเทคนิคการปลูกเส้นผมที่นิยมในเชียงใหม่ 
        การปลูกผม (Hair Transplantation) เป็นหนึ่งในการศัลยกรรมผิวหนังเพื่อแก้ไขปัญหาศีรษะล้าน ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วจะนำเอาผมของตัวผู้เข้ารับการปลูกผมมาใช้ในการปลูกผม การปลูกผมจะต้องทำภายในสถานพยาบาล และใช้ยาชาเฉพาะที่ในขณะที่ทำการปลูกผม
โดยการปลูกผมสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท
1. การปลูกผมแบบตัดหนังศีรษะ (Follicular Unit Strip Surgery: FUSS) 
        เป็นวิธีปลูกผมที่นำหนังศีรษะบริเวณที่มีผมขึ้นมาเย็บติดกับหนังศีรษะบริเวณที่ไม่มีผม โดยบริเวณท้ายทอยที่ได้ทำการผ่าตัดเอาหนังศีรษะออกมาจะถูกเย็บปิดแผลและกลายเป็นแผลเป็นต่อไป
2. การปลูกผมแบบไม่ผ่าตัด (Follicular Unit Extraction: FUE) 
        เป็นวิธีการปลูกผมที่นำเอากอผมจากบริเวณหนังศีรษะของผู้เข้ารับการปลูกผม ฝังลงบนหนังศีรษะ โดยวิธีนี้จะแบ่งออกเป็นอีก 2 ประเภทย่อย ๆ ได้แก่
1. การปลูกโดยใช้รากผมในปริมาณที่มาก (Slit Grafts) โดยจะใช้รากผม 4-10 รากต่อหลุมผมในแต่ละหลุม
2. การปลูกโดยใช้ปริมาณผมน้อย (Micro-Grafts) ใช้รากผมเพียง 1-2 รากต่อหลุมผมในแต่ละหลุม
        ในปัจจุบัน การปลูกผมที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในเชียงใหม่คือการปลูกผมแบบถาวร (FUE) เนื่องจากเป็นวิธีที่ได้ผลดี อีกทั้งยังไม่ทำให้มีแผลเป็นจากการปลูกผมอีกด้วย

การเตรียมตัวก่อนจะทำการปลูกผม
1. งดทานยาที่สามารถก่อให้เลือดออกงาน 3  สัปดาห์ อาทิ แอสไพริน (Aspirin), ยาป้องกันการแข็งตัวของเลือด (Anticoagulants), น้ำมันปลา (Fish Oil), เลซิทิน (Lecithin), กระเทียมเม็ด, วิตามิน E, วิตามิน A
2. งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่ อย่างน้อย 1 สัปดาห์
3. หากมียาที่ทานอยู่ประจำชนิดอื่นต้องแจ้งแพทย์ให้ทราบก่อนการผ่าตัด
4. พักผ่อนให้เพียงพอในคืนก่อนผ่าตัด ควรนอนอย่างน้อย 6 ชม.
5. รับประทานอาหารเช้าได้ตามปกติ แต่ไม่ควรเป็นมื้อใหญ่ 
6. สวมเสื้อผ้าที่สบาย ใส่และถอดง่าย เช่น เสื้อที่มีกระดุมติดด้านหน้าจะมีความเหมาะสมในการเปลี่ยนกลับบ้าน ไม่กระทบแผลเมื่อใส่กลับ

วิธีดูแลตนเองหลังการปลูกผม
1. ภายใน 24 ชม.แรกหลังผ่าตัด ห้ามแกะ เกา สัมผัสหรือถูกน้ำบริเวณที่ผมปลูก  เพราะกราฟท์มีโอกาสหลุดได้
2. หลังผ่าตัดให้รัดผ้ารัดศีรษะ(Head Band) ไว้จนครบ 24 ชม.จึงจะสามารถถอดออกได้
3. หลังผ่าตัดให้สระผมด้วยน้ำอุณหภูมิห้อง โดยใช้เป็นน้ำฝักบัวชโลมเบาๆ ใช้แชมพูอ่อนถูให้เกิดฟองแล้วประทับเบาๆที่บริเวณผมปลูกโดยไม่ต้องขยี้ ปล่อยให้ฟองละลายคราบสกปรกประมาณ 5 นาที หลังจากนั้น ชโลมน้ำเพื่อล้างฟองออก ส่วนแผลด้านหลังที่ท้ายทอยให้ล้างด้วยวิธีเดียวกัน แต่สามารถถูเบาๆ ได้ ทำอย่างนี้จนครบหนึ่งสัปดาห์  ควรสระผมทุกวัน อย่างน้อยวันล่ะ 1 ครั้ง
4. หลังผ่าตัดบริเวณแผลจะมีสะเก็ด และคราบน้ำเหลืองได้ หากสะเก็ดและคราบน้ำเหลืองแข็งมากให้ใช้น้ำมันบริสุทธิ์เช่นน้ำมันมะกอกชโลมก่อนสระผม ทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที แล้วสะเก็ดจะยุ่ยหลุดง่ายขึ้นเมื่อล้างออก ทำได้ทั้งแผลที่ปลูกและแผลที่ตัดท้ายทอย
5. หลังผ่าตัดใหม่ๆ อาจมีอาการเจ็บระบมที่ท้ายทอย(ในกรณีที่มีการผ่าตัด) สามารถนอนราบได้ตามปกติ ให้ใช้หมอนรูปตัว U หนุนประคองตรงต้นคอเพื่อป้องกันการกดทับแผลที่ท้ายทอย หรือใช้ผ้าเช็ดตัวมาม้วนแล้ววางหนุนต้นคอแทนได้ ไม่แนะนำให้นอนตะแคงหรือนอนคว่ำ เพราะจะทำให้หน้าบวมในวันต่อๆมา
6. ควรหลีกเลี่ยงการให้ศีรษะถูกแสงแดดโดยตรงเป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์หลังการผ่าตัด
7. ในกรณีที่มีอาการบวมบริเวณศีรษะ หรือหนังตาหลังผ่าตัด อาจใช้น้ำแข็งประคบบริเวณหน้าผากได้ แต่ห้ามประคบน้ำแข็งบริเวณศีรษะที่ได้รับการปลูกผมเด็ดขาด
8. ในกรณีที่มีสะเก็ดเลือดบริเวณผ่าตัดปลูกผม ห้ามแกะเด็ดขาด สะเก็ดเลือดเหล่านี้จะหลุดเองโดยธรรมชาติ ภายใน 2 สัปดาห์
9. ห้ามดื่มสุราหรือสารมึนเมาภายใน 48 ชม.หลังผ่าตัด
10. สามารถดำเนินกิจกรรมตามปกติได้ตั้งแต่วันรุ่งขึ้น หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่มีเหงื่อออกมาก เช่นออกกำลังกายหนัก ซาวน่า สตีม หลีกเลี่ยงฝุ่นควันและที่ชุมชนแออัด และห้ามว่ายน้ำเป็นเวลา 1 เดือน สามารถรับประทานอาหารได้ตามปกติ
11. สำหรับผลิตภัณฑ์จัดแต่งทรงผม เริ่มใช้ได้ตั้งแต่หนึ่งสัปดาห์หลังผ่าตัดแต่หลีกเลี่ยงการสัมผัสโดยตรงที่แผล โดยพยายามให้ใช้เฉพาะปลายผมจนกว่าแผลจะหายแดง (เฉลี่ย 2 สัปดาห์)
12. หลีกเลี่ยงการย้อมผมหรือโกรกหรือดัดเป็นเวลา 1 เดือน
13. สามารถตัดผมได้ที่ร้านได้ตามปกติตั้งแต่ 2 สัปดาห์เป็นต้นไป
14. หลังการผ่าตัดปลูกผม 1 วัน คนไข้จะต้องเข้ามาพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ติดตามผลการผ่าตัด
15. หลังการผ่าตัดปลูกผม 7 วัน คนไข้จะต้องเข้ามาพบแพทย์เพื่อทำการตัดไหม(ในกรณีที่ ทำศัลยกรรมปลูกผมแบบ FUT)
16. หลังการผ่าตัดปลูกผม 90 วัน คนไข้จะต้องเข้ามาพบแพทย์ เพื่อตรวจสอบเส้นผมที่เกิดจากการผ่าตัด


การปลูกผมด้วยวิธีการศัลยกรรมมีภาวะแทรกซ้อนที่ควรระมัดระวังและผลข้างเคียงที่อาจพบได้ ซึ่งโดยส่วนใหญ่มักจะเกิดมาจากการติดเชื้อ เช่น
1. เลือดออกมากผิดปกติ
2. เกิดการติดเชื้อบนหนังศีรษะ
3. หนังศีรษะบวม
4. มีรอยช้ำบริเวณรอบดวงตา
5. มีแผลตกสะเก็ดหรือน้ำเหลืองที่บริเวณหนังศีรษะที่ทำการปลูกผม หรือบริเวณที่ผมถูกย้ายไปปลูกที่อื่น
6. รู้สึกชาหรือไม่มีความรู้สึกบริเวณหนังศีรษะที่ทำการปลูกผม
7. มีอาการคัน
8. แผลเป็นบนหนังศีรษะจากการปลูกผม
9. เกิดอาการอักเสบหรือการติดเชื้อที่ต่อมขุมขน (Folliculitis)
10. นอกจากนี้ยังอาจพบอาการผมร่วงที่ได้รับการปลูกถ่ายร่วงอย่างกะทันหัน ซึ่งเรียกว่า (Shock Loss) แต่จะเกิดขึ้นชั่วคราว เพราะหลังจากนั้นผมจะเริ่มขึ้นใหม่อีกครั้ง แต่ถ้าหากเวลาผ่านไปแล้วผมยังไม่ขึ้นหรือมีอาการอักเสบ อาการติดเชื้อเกิดรุนแรงขึ้นควรจะรีบกลับไปพบแพทย์


2. การผ่าตัดเสริมคาง

        การผ่าตัดเสริมคาง เป็นศัลยกรรมอันดับต้นๆ สำหรับสาวๆที่อยากทำศัลยกรรมหน้าเรียว เพราะมีความเชื่อว่า การทำคางที่ยาวขึ้นจะทำให้รูปหน้าของเราดูดีขึ้น คลินิกทั่วไปก็มีบริการเสริมคาง ทำคาง และ รีวิวเสริมคาง ให้คนไข้ได้ตัดสินใจมีอยู่มากมาย แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่า สิ่งสำคัญกว่าการทำคางหรือเสริมคางนั่นคือ สัดส่วนที่พอดีระหว่างคางและใบหน้าส่วนอื่นๆ โดยหลักพิจารณาใบหน้าสมส่วน จะพิจารณาด้วยกัน 3 องค์ประกอบ คือ โหนก กราม และ ส่วนคาง กรณีที่คนไข้กังวลส่วนใดส่วนหนึ่ง คุณหมอจะพิจารณาร่วมกับโหนกและกรามด้วย เพื่อให้ใบหน้าออกมาสมบูรณ์แบบที่สุด บทความนี้จะเน้นเฉพาะการผ่าตัดเลื่อนกระดูกคาง หรือการผ่าตัดเสริมคางด้วยกระดูกตัวเองเป็นหลัก 
        สำหรับการผ่าตัดเสริมคางในเชียงใหม่ ทางพรีมาดอนน่าคลินิกก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับสาวๆในเชียงใหม่ที่ต้องการเสริมคางเพื่อเสริมความมั่นใจ โดยมีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านและเครื่องมือทางการแพทย์ที่ทันสมัยและสะอาด พร้อมที่จะให้ใช้บริการ

การเสริมคาง

1. การเสริมคางด้วยซิลิโคน
        โดยการเสริมคางด้วย ซิลิโคนจะมีการเปิดแผลทางภายในช่องปากและภายนอกบริเวณใต้คาง แต่ผลลัพธ์ไม่ว่าจะเป็นการเสริมทั้งภายในหรือภายนอกก็จะได้ผลลัพธ์ที่ไม่ถาวรสมบูรณ์ ในอนาคตคนไข้อาจเกิดปัญหาของเนื้อเยื่อภายใน หรือปัญหาซิลิโคนห้อยทำให้คางเบี้ยว หรือเนื้อคางดูกว้างหนา

ข้อดี-ข้อเสีย : เสริมซิลิโคน ซึ่งมักมีปัญหาภายหลัง เช่นคางห้อย คางตัด คางแหลมเกินไป มักพบปัญหาหลังการเสริมคางซิลิโคนไปแล้วช่วง 1 ปีหลังการผ่าตัด คนไข้จะเริ่มไม่พอใจกับคางตัวเอง เนื่องจากมีปัญหาคางใหญ่ยาวเกินไปหรือเบี้ยว และจะกลับมาหาทางแก้ไขอยู่เรื่อยๆ

2. การเสริมคางด้วยกระดูกตัวเอง
        การเลื่อนตัดกระดูกคาง เป็นการตัดกระดูกคางแล้วเลื่อนกระดูกให้ขยับมาชิดกัน ทำให้ช่วงคางเรียว ลดความกว้างของคาง และสามารถแก้ไขปัญหาคางถอยเกินไป หรือคางยื่นเกินไปให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมได้ เป็นการตัดที่เลี่ยงเส้นประสาทบริเวณคาง และตัดเป็นรูปตัว T W ตามความเหมาะสมของเคสนั้นๆ ในบางครั้งอาจใช้กระดูกที่เหลือจากการตัดกรามมาต่อบริเวณปลายคางได้ด้วย กรณีที่คนไข้ทำการตัดกรามร่วมด้วยและคางมีความสั้นเกินไป
        ทั้งสองวิธีการผ่าตัด คุณหมอจะเป็นคนตัดสินใจและดีไซน์การผ่าตัดให้คนไข้หลังจากการทำซีทีสแกนดูแนวกระดูกและเช็คแนวเส้นประสาทแล้ว ผลลัพธ์ที่ได้ถาวรเพราะใช้กระดูกของตัวเองไม่มีสิ่งแปลกปลอม ใบหน้าช่วงคางจะดูเรียวมนธรรมชาติมากที่สุด แต่ต้องใช้ทักษะศัลยแพทย์ชั้นสูงในการผ่าตัด ซึ่งไม่ใช่ศัลยแพทย์ทุกคนจะทำได้ ต้องผ่านการศึกษาต่อด้าน Maxillofacial ซึ่งมีน้อยมากในไทย ในแต่ละปีจึงมีคนไข้ชาวไทยไม่น้อยเลยต้องบินไปทำศัลยกรรมที่ประเทศเกาหลีใต้
ข้อดี-ข้อเสีย : เสริมด้วยกระดูกตัวเอง ธรรมชาติ ไม่มีผลข้างเคียง แต่เป็นการผ่าตัดใหญ่ ค่าใช้จ่ายสูง การผ่าตัดเสริมคางด้วยการเลื่อนตัดกระดูกคางหรือต่อกระดูกคางด้วยกระดูกตัวเอง เป็นการผ่าตัดโดยใช้ยาสลบ ภายใต้การดูแลของวิสัญญีแพทย์  โดยศัลยแพทย์ผ่าตัดจะต้องมีความรู้ด้าน Maxillofacial และศัลยกรรมพลาสติก เพื่อดีไซน์และผ่าตัดใบหน้าให้ออกมาสมบบูรณ์แบบที่สุด หลังการผ่าตัดคนไข้จะมีอาการชาบริเวณปลายคาง ซึ่งอาการชาเป็นอาการชั่วคราว จะกลับมาเป็นปกติใช้เวลา 6-12 เดือน

การเสริมคางเหมาะกับใคร
1. คนไข้ที่คางสั้น ต้องการเพิ่มความยาวคาง
2. คนไข้คางกว้าง ต้องการให้คางเล็กหรือแคบลง
3. คนไข้คางถอย สามารถปรับคางให้ยื่นไปข้างหน้าเพื่อรับกับปลายจมูกและหน้าผาก
4. คนไข้คางยื่นเกินไป สามารถถอยคางให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม


การเสริมคางด้วยซิลิโคนนั้นจะแบ่งออกเป็น 2 แบบ ดังนี้
1. การเสริมคางจากด้านนอกช่องปาก
        การผ่าตัดศัลยกรรมเสริมคางจากด้านนอกช่องปาก เป็นการผ่าตัดเปิดแผลบริเวณใต้คาง ยาวประมาณ 2 เซนติเมตร โดยแพทย์สามารถปรับรูปคางได้หลายองศา และสามารถวางตำแหน่งซิลิโคนได้แม่นยำ ชัดเจน รวมถึงยังสามารถตกแต่งผิวหนังส่วนเกินใต้คางได้ ลดโอกาสในการบิดเบี้ยวเอียงได้ดีขึ้น ซึ่งข้อดีของการเสริมคางแบบแผลนอกปาก คือ ดูแลค่อนข้างง่าย แผลมีขนาดเล็ก บวมน้อย พักฟื้นไม่นาน แต่การเสริมคางแบบเปิดแผลภายนอก อาจทำให้เกิดรอยแผลเป็นได้ ซึ่งต้องใช้เวลา 1-3 เดือนกว่ารอยแผลเป็นจะหายเอง แต่ถ้าทายาลดรอยแผลเป็นร่วมด้วยก็จะช่วยให้แผลเป็นหายเร็วขึ้น
2. การเสริมคางจากด้านในช่องปาก
        การศัลยกรรมวิธีนี้เป็นการผ่าตัดเปิดแผลด้านในช่องปาก ตรงบริเวณเหงือกด้านในกับริมฝีปากล่าง ให้มีความยาวประมาณ 2 เซนติเมตร (หรือแล้วแต่ขนาดซิลิโคน) จากนั้นศัลยแพทย์จะผ่าแยกเยื่อหุ้มบริเวณขอบล่างของคางออก แล้วจึงวางแท่งซิลิโคนเข้าไปให้พอดีกับตำแหน่งที่ต้องการ หลังจากนั้นก็เย็บปิดแผลด้วยไหมละลาย ซึ่งวิธีเสริมคางแบบแผลในปากเป็นวิธีที่ได้รับความนิยมสูง เพราะไม่ทำให้เห็นแผลเป็นภายนอกที่เกิดขึ้นจากการผ่าตัด เหมาะกับคนที่มีแผลเป็นนูนง่าย (คีลอยด์) แต่หลังการผ่าตัดต้องดูแลแผลในปากเป็นพิเศษ เพื่อป้องกันแผลติดเชื้อจากน้ำลายหรือเศษอาหาร รวมถึงควรระมัดระวังไม่ให้คางกระแทกจนซิลิโคนเคลื่อนผิดตำแหน่งได้

การเตรียมตัวก่อนผ่าตัด

1. งดยาแอสไพริน อาหารเสริมบางตัวที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด เช่น กระเทียม น้ำมันปลา อย่างน้อย 2 สัปดาห์ ก่อนการผ่าตัด รวมถึงสมุนไพรบางชนิด เช่น อีฟนิ่งพริมโรส ยาวิตามินอีปริมาณสูง ๆ อาหารที่มีส่วนผสมของผงชูรส กระเทียม หัวหอม ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง อาจทำให้เลือดออกมากผิดปกติหรือมีปัญหาระหว่างผ่าตัด ควรแจ้งให้แพทย์ทราบเพราะอาจต้องหยุดรับประทานสมุนไพรก่อนเข้ารับการผ่าตัดประมาณ 7  วัน
2.แปรงฟันและทานอาหารให้พร้อมก่อนผ่าตัด เนื่องจากหลังผ่าตัดมักทานอาหารได้น้อย
3. งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่


การดูแลตัวเองหลังการผ่าตัด

1. ประคบเย็นตรงคางให้บ่อยที่สุด นาน 2 วัน หรือ จนกว่าจะยุบบวม
2. นอนศีรษะสูง 2 วัน สามารถนอนตะแคงศีรษะได้
3. ระมัดระวังเวลายิ้มอย่ายิ้มกว้างมากในช่วงแรก
4. งดรับประทานอาหารที่มีรสเผ็ดจัดหรือแข็งมาก
5. ดื่มน้ำโดยใช้หลอดและหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำหรืออาหารที่ร้อนหรือเย็นเกินไป
6. ผักผลไม้ที่นำมารับประทานควรล้างให้สะอาดไม่ควรกินปลาดิบหรือเนื้อที่ไม่สุก หรืออาหารที่มีโอกาสปนเปื้อนเชื้อโรคได้มาก
7. หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ใน 2 สัปดาห์แรกหลังการผ่าตัด
8. หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ 3 สัปดาห์หลังการผ่าตัด
9. ควรดื่มน้ำมากๆ
10. ควรบ้วนปากบ่อยๆ ด้วยน้ำเกลือหรือน้ำยาบ้วนปาก
11. ไม่ควรใช้ลิ้นดุนหรือใช้มือดึงไหมที่เย็บแผลในปาก
12. ทำกิจวัตรประจำวันที่ไม่หนักได้ตามปกติ งดออกกำลังกายหนัก 10 วัน
13. ระวังการกระแทกบริเวณคางหรือนั่งค้ำดันคาง
14. งดออกกำลังกายที่อาจต้องมีการปะทะเช่นฟุตบอล บาสเกตบอล แฮนด์บอลประมาณ 4 สัปดาห์
15. สามารถแกะพาสเตอร์ปิดแผลออกได้ภายใน 3-5 วัน
16. แพทย์จะนัดตรวจดูอาการหลังผ่าตัด 1 สัปดาห์


3. ศัลยกรรมเสริมจมูก

         ศัลยกรรมเสริมจมูก เป็นศัลยกรรมที่มีคนทำมากที่สุดเลยก็ว่าได้ สำหรับใครที่กำลังคิดจะปรับเปลี่ยนรูปหน้า มักจะนึกถึงการเสริมจมูกเป็นอันดับแรกเสมอ เพราะเป็นจุดที่เห็นความเปลี่ยนแปลงได้อย่างชัดเจน เสริมการตกแต่งโครงสร้างของจมูก ให้มีรูปร่างที่สวยงาม สูงขึ้น และรับกับใบหน้าหรือทำให้โหงวเฮ้งดียิ่งขึ้น 


ศัลยกรรมเสริมจมูกมีกี่แบบอย่างไรบ้าง 
        เมื่อพูดถึงการทำศัลยกรรมเสริมจมูก สิ่งแรกที่ต้องพิจารณากันทุกคนเลยก็คือ “รูปทรง” ตามธรรมชาติของคนเราย่อมมีใบหน้าที่แตกต่างกันไป ทางคลินิกของเรานั้นมีการศัลยกรรมเสริมจมูกที่หลากหลายรูปทรง มีความสวยงามที่แตกต่างกันไป อาทิ ทรงหยดน้ำที่สาวๆ พูดถึงกันมากที่สุด ทรงปลายพุ่งนิดๆ ที่ไม่ว่าหญิงหรือชายก็ทำออกมาสวยได้ หรือจะเป็นทรงปลายเชิดหน่อยๆ ก็ทำให้ดูสง่าไม่เบา
        แต่การจะเลือกทรงไหนนั้น ควรเลือกให้เหมาะสมกับโครงหน้าเดิมของตัวเอง ถึงแม้บางคนอาจจะมีทรงที่ชอบในใจ แต่ด้วยรูปทรงของใบหน้าและเนื้อจมูกเดิมมีมากน้อยแตกต่างกัน แพทย์อาจจะไม่สามารถทำให้ได้ เพราะใช่ว่าทุกคนจะสามารถทำได้ทุกทรงขึ้นอยู่กับความเหมาะสม

โดยทรงจมูกที่นิยมในเชียงใหม่นั้นได้แก่
1. จมูกทรงหยดน้ำ 
2. จมูกทรงปลายพุ่ง 
3. จมูกทรงปลายเชิด 
4. การตัดปีกจมูก 
5. การตกแต่งกระดูกสันจมูก 
6. การเสริมจมูกด้วยกระดูกอ่อนซี่โครง 


การเตรียมตัวก่อนการศัลยกรรมจมูก
1. โปรดแจ้งประวัติการแพ้ยา ยาหรืออาหารเสริมที่ใช้ในปัจจุบันก่อนเข้ารับการผ่าตัด
2. หากมีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หอบ โรคหัวใจ ควรปรึกษาแพทย์ที่ดูแลและแจ้งแพทย์ผู้ทำการผ่าตัดด้วย และห้ามงดยาควบคุมความดัน ยาควบคุมเบาหวาน รวมถึงยาเพื่อการรักษาโรคประจำตัวเดิม
3. ไม่ต้องอดอาหาร ควรรับประทานอาหารให้ไม่อิ่มเกินไป 
4. งดแอสไพริน (aspirin), ไอบิวโพรเฟน (ibuprofen) และวิตามินอี ประมาณ 2 อาทิตย์ก่อนเข้ารับการผ่าตัด
5. งดสูบบุหรี่ก่อน-หลังผ่าตัด 2 อาทิตย์ 
6. เตรียมเสื้อเชิ้ตที่มีกระดุมหน้า เพื่อง่ายต่อการสวมใส่ 
7. ผู้ที่เป็นภูมิแพ้ และอยู่ในช่วงที่มีภาวะแพ้มาก โดยทั่วไปผู้ที่เป็นภูมิแพ้สามารถเสริมจมูกได้ แต่ระหว่าง 1 - 2 อาทิตย์หลังผ่าตัด อาจต้องการยาแก้ภูมิแพ้ช่วยได้ แต่ในผู้ที่มีภาวะภูมิแพ้รุนแรง มีน้ำมูกไหลตลอด ควรรักษาเรื่องภูมิแพ้ด้วยเลเซอร์ก่อน 
8. ถ้ามีแผลหรือสิวที่บริเวณจมูก ควรรักษาสิวหรือแผลหายก่อนจึงจะทำการผ่าตัดได้ 
9.ถอดวัสดุโลหะ เช่น แหวน, สร้อยคอ, นาฬิกา ฯลฯ ก่อนเข้าห้องผ่าตัด 


การดูแลหลังศัลยกรรมจมูก
1. ห้ามนอนตะแคง
2. หลังผ่าตัด ห้ามทานยาที่เป็นประเภทแอสไพริน โดยเด็ดขาด
3.ห้ามสั่งน้ำมูกเป็นเวลา 1 เดือน กรณีมีน้ำมูกให้สูดน้ำมูกเข้าไป
4. งดการออกกำลังกายทุกชนิด เป็นระยะเวลา 4-6 สัปดาห์
5. งดสูบบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หลังผ่าตัดอย่างน้อย 4 สัปดาห์
6. การนอน ให้ผู้ป่วยนอนศีรษะสูง 45องศา (เป็นเวลาอย่างน้อย 1 สัปดาห์)
7. กรณีมีการสวมเฝือกที่จมูกห้ามถอดเองโดยเด็ดขาด (เพราะอาจจะทำให้จมูกเบี้ยว)
8. แนะนำให้ทาครีมกันแดดทั่วบริเวณใบหน้า หลังผ่าตัดแล้ว 7 วัน หรือจนกว่าแพทย์จะอนุญาต
9. หลังผ่าตัดห้ามล้างหน้า หรือสระผมอย่างน้อย 10วัน หรือจนกว่าแพทย์จะอนุญาต
10. หากมีไหม/ผ้ากอต/สำลี/ ที่ปลายจมูกหรือบริเวณแผล อย่าจับเล่น หรือดึงออกเด็ดขาด
11. สามารถลดอาการบวมได้โดยใช้น้ำแข็งประคบที่บริเวณตา/แก้มได้ แต่ห้ามโดนแผลหรือเฝือก
12. ห้ามดึงผ้ากอตที่อุดรูจมูกออกก่อนที่แพทย์กำหนด และไม่ควรเอาออกก่อนย่างน้อย24ชั่วโมง
13. ห้ามล้างแผลเองหรือใช้สำลีก้านที่ไม่มีการฆ่าเชื้อเข้าไปแยงในรูจมูก เพราะจะทำให้การติดเชื้อ
14. ให้ทานยาตามที่แพทย์สั่ง ไม่ควรซื้อยานอกเหนือแพทย์จัดให้
15. หากครบ7-10วัน หลังการผ่าตัดให้ติดต่อแพทย์ เพื่อตัดไหม และหลังตัดไหม 7วัน ให้กลับมาเช็ดอาการอีกครั้ง


4. ศัลยกรรมตาสองชั้น แก้ไขหนังตาตก

การทำตาสองชั้นนอกจากจะเรื่องความสวยงามแล้ว หนังตาตก หย่อนคล้อยลงมาจะทำให้ดูแก่ ดูมีอายุมากขึ้น และบางครั้งหนังตาตกที่มาบังการมองเห็นอาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้ต้องมาทำตาสองชั้นอีกด้วย ศัลยกรรมทำตาสองชั้นจึงเป็นหนึ่งในศัลยกรรมที่ทำมากที่สุดและนิยมที่สุดในเชียงใหม่ เกือบเทียบเท่าการทำจมูก แต่การทำตาสองชั้นนั้นมีหลายวิธีมากมาย ต้องดูว่าเหมาะกับรูปตาไหม ซึ่งจริงๆแล้วทุกวิธีการทำตาสองชั้นมีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกัน ไม่มีวิธีไหนที่ดีที่สุดเหมาะกับทุกคน ศัลยแพทย์ที่ดีควรจะสามารถทำตาสองชั้นได้ทุกวิธี และเลือกวิธีที่ดีที่สุดที่เหมาะกับแต่ละคน
        ปัจจุบันคนที่มีปัญหาตาเล็ก หางตาตก ชั้นตาหลบใน เราจึงเห็นเทรนของการทำตาในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการทำตารูปสระอิ  เพื่อตาดูกลมโตน่ารัก หรือใส่คอนแทคเลนส์ เพื่อเสริมให้ดวงตาโตขึ้นดูมีประกาย  หรือแม้การเขียนหางตาเหมือนหางหงส์ทำให้ดวงตาดูคมขึ้น  สิ่งต่างๆเหล่านี้ทำให้หกปิดปัญหาของดวงตา และเพิ่มให้ดวงตามีเสน่ห์ชวนมอง
        นอกจากวิธีเหล่านี้แล้ว การทำ ตาสองชั้น การทำศัลยกรรม การกรีด ตาสองชั้น ยังเป็นที่นิยมในเชียงใหม่ เพราะด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าทำให้ การทำตาสองชั้น การกรีดตาสองชั้น มันทำได้ง่ายขึ้น และมีความปลอดภัยมากขึ้นด้วย สาวๆที่มีปัญหาตาเล็กสมัยนี้จึงไม่ค่อยกังวล เพราะมีหลายช่องทางที่จะช่วยให้ดวงตาดูกลมโต ตาสวย เป็นธรรมชาติได้
        ทางคลินิกพรีมาดอนน่าก็มีการศัลยกรรมตาสองชั้น แก้ไขหนังตาตก ซึ่งเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของหนุ่มๆสาวๆที่ต้องการแก้ปัญหาหนังตาได้ โดยเครื่องมือเทคโนโลยีและทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในเชียงใหม่อีกด้วย

การทำศัลยกรรมตาสองชั้น
        เป็นความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ที่สามารถช่วยแก้ปัญหาให้กับคนตาชั้นเดียว ตาสองชั้นหลบใน หนังตาตก ตาเล็ก  ตาไม่เท่ากัน  กลับมามีดวงตาที่กลมโตสวยเป็นธรรมชาติ ก่อนทำและหลังทำนี่ 
1. กรีดหนังตา   
        คนที่มีปัญหาเนื้อบริเวณหนังตามาก หรือ เป็นคนที่มีไขมันใต้เปลือกตาเยอะ  เหมาะที่จะทำ ตาสองชั้น ด้วยวิธีการกรีดหนังตา ด้วยการ ขั้นตอนแรก ต้องกำหนดตำแหน่งชั้นตาที่สวย ที่เข้ากับใบหน้าและรูปดวงตาเดิมของแต่ละคนด้วย เมื่อกำหนดตำแหน่งเสร็จแล้ว ก็ใช้มีดสำหรับการผ่าตัดกรีดเปิดหนังตา ตั้งแต่หัวตา ไปจนถึง หางตา และตัดไขมันและหนังบางส่วนออกด้วย เสร็จแล้วก็จะทำการเย็บแผลที่กรีดให้ติดกัน ตาก็จะยกสูงขึ้นกว่าเดิม ทำให้ตาดูโตขึ้น ดูสดใสขึ้น
2. เย็บชั้นตา
        คนที่มีตาชั้นเดียว ต้องวิธีนี้เย็บชั้นตาเลยค่ะ เพราะคนที่มีตาชั้นเดียวที่มีเปลือกตาไม่เยอะ หนังตาไม่ตกมาก  คุณไม่ต้องใช้วิธีกรีดตานะคะ เพราะวิธีการกรีดตาจะเป็นการกรีดเพื่อตัดไขมันและหนังบางส่วนออก แต่คนที่มีปัญหานี้ไม่จำเป็นค่ะ แค่เย็บชั้นตา ก็เพียงพอแล้วค่ะ จะได้ไม่ต้องเจ็บตัวฟรี และเสียเงินเพิ่มด้วย
        การเย็บชั้นตา เขาทำกันยังไงบ้าง  การเย็บชั้นตา จะเจาะเปลือกตาให้เป็นรู แล้วทำการเย็บปมไหมไปตามแนวเส้นที่เราได้เจาะเปลือกตาไว้ จนเสร็จ  ซึ่งอาจจะมีอาการบวมเล็กน้อย แต่ก็ไม่ถึงกลับต้องนอนพักรักษาตัว เรายังสามารถออกไปทำกิจกรรมต่างๆได้เหมือนเดิม แต่แผลจะเริ่มดีขึ้น และเริ่มยุบก็กินเวลาประมาณ 1 เดือน ตาก็จะสวยเข้ารูป ดูเป็นธรรมชาติ น่ามอง
3. เย็บเปลือกตาด้านใน
        วิธีนี้เป็นวิธีทีใช้กันมานานมาก และก็ยังเป็นที่นิยมในปัจจุบันอยู่เช่นกัน ซึ่งเหมาะกับคนสูงวัยที่มีหนังตาเยอะๆ หรือเป็นคนหนังตาตก วิธีการทำก็คือ กำหนดความสูงของชั้นตา แล้ววัดหนังตาที่จะทำการตัดออก การตัดหนังตาจะตัดหนังตานและไขมันบางส่วนออก แล้วเย็บเปลือกตาให้ติดกับกล้ามเนื้อแนวชั้นตา
        วิธีนี้นอกจากจะลดปัญหาหนังตาเยอะ หนังตาตก แล้วยังเพิ่มความสดใส กลมโตให้กับดวงตา คืนความอ่อนวัยให้กับคนสูงวัยได้ แต่ด้วยวัยอาจจะมีหนังตาหย่อนคล้อยลงมาอีก การเย็บเปลือกตาจึงอยู่ได้ 1-2 ปีเท่านั้นเอง เมื่อครบเวลาก็ต้องทำใหม่
4. ดูดไขมัน
         วิธีการดูดไขมัน เป็นการทำศัลยกรรม ตาสองชั้น ที่ถือว่าเป็นเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพราะเจ็บตัวน้อยกว่าวิธีศัลยกรรมตาสองชั้นวิธีอื่นๆ วิธีการทำก็คือ ดูดไขมันส่วนเกินออก ด้วยการเจาะรูเล็กที่เปลือกตาบน ด้วยเทคนิค ประมาณ 4-5 มิลลิเมตร แล้วเย็บหนังตาบนกับเนื้อตา จนเกิดเป็นตาสองชั้น  ซึ่งวิธีนี้ก็ทำให้ตาออกมาสวย ไม่เกิดรอยแผลเป็น และยังไม่มีอาการบวมช้ำ ตรงหนังตา
แน่นอนว่า วิธีการนี้เหมาะกับคนที่ดวงตามีไขมันมาก  และ คนที่ต้องการมีตาทีสวยเป็นธรรมชาติ ก็สามารถเลือก ทำตาสองชั้น ด้วยวิธีนี้ได้   
5. เลเซอร์
        การทำเลเซอร์ วิธีการจะคล้ายๆ กับการผ่าตัดด้วยมีด  แต่ข้อดีของเลเซอร์ก็คือ ช่วยลดการกระทบกระเทือนลง อาการบวมหลังการผ่าตัดก็น้อยกว่าการใช้มีดผ่า และข้อดีอีกอย่างของการทำเลเซอร์ คือ เปลือกตาจะดูเนียน ใส เต่งตึง เนื่องจากการทำเลเซอร์ไปกระตุ้นให้มีการสสร้างคอลลาเจนนั่งเองค่ะ


การเตรียมตัวก่อนการผ่าตัด ทำตาสองชั้น
ก่อนผ่าตัดทำ ตาสองชั้น คุณจำเป็นต้องศึกษาข้อมูลให้ละเอียด ก่อนการตัดสินใจ และเตรียมตัวให้พร้อมก่อนและหลังการผ่าตัดทำตาสองชั้น เพราะอาจจะมีภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้นได้
1. ก่อนการผ่าตัดควรงดยาที่ลดการแข็งตัวของเลือก เช่น แอสไพริน อย่างน้อย 7-10 วัน
2. วันผ่าตัดตาสองชั้น ควรงดการแต่งหน้า แต่งตา หรือไม่ควรทาเครื่องสำอาง ที่ทำควรมสะอาดยาก
3. ต้องมีบุคคลคอยดูแล หลังการผ่าตัด ตาสองชั้น
4. ก่อนวันผ่าตัดตาสองชั้น ควรสระผมให้เรียบร้อย เพราะหลังการผ่าตัดจะทำให้สระผมไม่สะดวก


วิธีดูแลตนเองหลังการผ่าตัดทำตาสองชั้น
1. ควรประคบด้วยผ้าเย็นรอบดวงตาและหน้าผาก เพื่อลดอาการบวมและเลือดซึมออกในช่วง 1 – 2 วันแรก จากนั้นวันที่ 3 – 5 ให้ประคบด้วยน้ำอุ่นเพื่อลดรอยช้ำ
2. ควรทานยาตามแพทย์สั่ง
3.  หลังผ่าตัดทำ ตาสองชั้น เสร็จไม่ควรขับรถกลับด้วยตัวเอง   
4. งดการออกกำลังกายอยากน้อยสัก 2 สัปดาห์ เพื่อให้แผลหายสนิทก่อน
5. งดแต่งหน้าจนกว่าแผลจะปิดสนิท
6. สวมแว่นก่อนออกแดดทุกครั้ง เพื่อป้องกันแสงแดดในช่วง สัปดาห์แรก
7. สระผมได้ แต่ต้องนอนให้คนอื่นสระให้