ฉีดผิวขาว ลดน้ำหนัก จี้ไฝ เชียงใหม่

Facebook Instagram ENG | CHA

กำจัดขนถาวร เชียงใหม่

กำจัดขนถาวร

กำจัดขนถาวร เชียงใหม่


กำจัดขนถาวร

ปกติแล้วมนุษย์ทุกคนจะมีขนเกิดขึ้นที่ผิว และจะมีหน้าที่ต่างๆของมันเอง อาทิ ขนที่บริเวณแขนและลำตัว เพื่อช่วยควบคุมระดับอุณหภูมิในร่างกาย ขนบริเวณหนังศีรษะมีไว้ปกป้องแสงแดดและเพื่อความสวยงาม ขนบริเวณรักแร้เพื่อลดแรงเสียดสี แต่บางคนมีเส้นขนที่ดกดำ อาจจะก่อให้ขาดความมั่นใจได้ และวิถีการกำจัดขนมีหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการถอนหรือดึงด้วยแหนบ โกนด้วยมีดโกน หรือกำจัดขนด้วยการแว็กซ์ 
        โดยปกติแล้ววิธีการกำจัดขนและระยะของการงอกขึ้นมาใหม่มีเวลาที่แตกต่างกัน แถมยังเจ็บตัวและรู้สึกรำคาญใจเวลาที่ขนเกิดขึ้นใหม่ในแต่ละครั้ง ในวันนี้ทางพรีมาดอนน่าคลินิก ขอแนะนำวิธีการกำจัดเส้นขนถาวร คือการเลเซอร์กำจัดขน ที่มีเครื่องมือทางการแพทย์เป็นตัวช่วยในการกำจัดขน ที่มีความสะอาด รวดเร็วและปลอดภัยกับลูกค้าที่มาใช้บริการกำจัดขนที่พรีมาดอนน่าคลินิกในเชียงใหม่


เลเซอร์กำจัดเส้นขนคืออะไร
        เลเซอร์กำจัดเส้นขนเป็นวิธีการกําจัดขนโดยอาศัยพลังงานความร้อนจากแสงไปทำลายรากขน โดยบริเวณรากขนจะมีเซลล์เม็ดสีที่เรียกว่า เมลานิน ซึ่งทำหน้าที่ดูดพลังงานแสงให้มาอยู่ที่บริเวณรากขน แล้วเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อน ทำให้เส้นขน รากขน และเนื้อเยื่อต่างๆที่ทำหน้าที่ผลิตขนถูกทำลายไปอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้เนื้อเยื่อซึ่งเชื่อมต่อบริเวณรากขนและเส้นเลือดที่มาหล่อเลี้ยงก็ถูกทำลายไปด้วย ทำให้ไม่สามารถผลิต stem cells ที่ทำให้ขนงอกได้ เป็นผลให้วงจรการเกิดขนใหม่ช้าลง และเส้นขนที่เกิดใหม่จะมีขนาดเล็กลง สีอ่อนลง และจะค่อยๆ ขึ้นน้อยลง
โดยการเลเซอร์กำจัดเส้นขน มีอยู่ 4 ประเภท
1. Ruby laser คือเลเซอร์ที่ใช้ตัวกลางในการผลิตแสงเป็นผลึกทับทิม มีความยาวคลื่นอยู่ที่ 694 นาโนเมตร
2. Alexandrite laser คือเลเซอร์ที่ใช้ตัวกลางในการผลิตแสงเป็นผลึกอเล็กแซนไดร์ มีความยาวคลื่นอยู่ที่ 755 นาโนเมตร
3. Nd:YAG laser คือเลเซอร์ที่ใช้ตัวกลางในการผลิตแสงเป็นผลึก Yttrium-aluminum garnet ที่มีสารเจือปนคือ Neodymium มีความยาวคลื่นอยู่ที่ 1064 นาโนเมตร
4. Diode laser คือเลเซอร์ที่ใช้ตัวกลางในการผลิตแสงเป็นสารกึ่งตัวนำ มีความยาวคลื่นอยู่ที่ 800-810, 940, 1,350-1,064 นาโนเมตร
        ทั้งนี้ความยาวคลื่นที่ต่ำจะสามารถทะลุทะลวงได้น้อย แต่จะถูกดูดซับโดยเมลานินได้ดี ขณะที่ความยาวคลื่นที่สูงจะทะลุทะลวงสูง แต่จะถูกดูดซับโดยเมลานินได้น้อยกว่า และเนื่องจากสีผิวของชาวเอเชีย ค่อนข้างเข้มกว่าคนในแถบยุโรป (มีปริมาณเมลานินในผิวที่มากกว่า) ทำให้เลเซอร์ชนิด Ruby และ Alexandrite ไม่เป็นที่นิยมในประเทศไทยหรือในแถบเอเชีย เพราะอาจทำให้ผิวไหม้ได้ง่าย ดังนั้นโรงพยาบาล หรือสถาบันเสริมความงามจึงนิยมใช้ Nd:YAG laser และ Diode laser มากกว่า

IPL VS เลเซอร์ขน เหมือนกันหรือไม่
        บางคนอาจเคยได้ยินเทคโนโลยีกำจัดขนด้วย IPL ซึ่งหลายคนเข้าใจผิดว่าเป็นหนึ่งในชนิดของเลเซอร์ แต่จริงๆ แล้ว IPL ไม่ใช่เลเซอร์
        IPL (Intense Pulse Light) คือ แสงที่มีช่วงคลื่นแสงกว้างกว่าเลเซอร์ โดยความยาวคลื่นเริ่มตั้งแต่ 420 - 1200 นาโนเมตร ซึ่งถูกปล่อยออกมาหลายๆ ช่วงพร้อมกัน ขณะที่เลเซอร์เป็นแสงที่มีคลื่นความความถี่เดียว จากความยาวคลื่นที่กระจายตัว และเริ่มจากระดับต่ำไปจนถึงสูง ทำให้ IPL อาจมีประสิทธิภาพในการกำจัดขนไม่ดีเทียบเท่ากับเลเซอร์ (แต่ IPL อาจให้ผลดีกับการรักษาปัญหาผิวหน้าอื่นๆ) เพราะอาจทำให้เกิดผลข้างเคียง เช่น ผิวไหม้ หรือกำจัดขนได้ไม่หมดจด แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความเชี่ยวชาญของผู้ให้บริการด้วย

ผลลัพธ์จากการเลเซอร์ขนดีแค่ไหน?
        การเลเซอร์ขนจะช่วยทำลายเส้นขนประมาณ 15- 30% ต่อการเลเซอร์ 1 ครั้ง โดยทั่วไปจะต้องเลเซอร์ประมาณ 5-8 ครั้ง จึงจะกำจัดขนได้อย่างหมดจด จึงควรเลเซอร์ทุก 4-6 สัปดาห์ เพื่อผลลัพธ์ที่ดี


วิธีการดูแลตนเองหลังจากการกำจัดเส้นขนถาวร
1. ประคบเย็น หลังจากการทำเลเซอร์กำจัดขน ผู้รับการรักษาอาจรู้สึกระคายเคืองผิว หรือมีอาการบวมแดงบริเวณที่ทำเล็กน้อย ซึ่งการประคบเย็นจะช่วยลดอาการดังกล่าวและทำให้รู้สึกสบายผิวมากขึ้นได้
2. ทาด้วยว่านหางจระเข้ ว่านหางจระเข้มีฤทธิ์ช่วยลดอาการระคายเคืองและอาการบวมแดงได้ โดยสามารถใช้ได้ทั้งชนิดเจล หรือนำว่านหางจระเข้สดมาประคบจนกว่าอาการจะดีขึ้นได้
3. หลีกเลี่ยงแสงแดด แสงแดดอาจส่งผลให้ผิวหนังบริเวณที่ทำเลเซอร์เกิดอาการระคายเคืองได้ ดังนั้นหลังจากการทำเลเซอร์ควรหลีกเลี่ยงการถูกแสงแดด โดยการอยู่ในที่ร่ม สวมใส่เสื้อผ้าที่มิดชิด และทาครีมกันแดดบริเวณที่ทำเลเซอร์เพื่อป้องกันผิว
4. หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับของร้อน ควรหลีกเลี่ยงการประคบร้อน หรืออาบน้ำด้วยน้ำอุ่นเพราะจะยิ่งกระตุ้นให้ผิวหนังระคายเคืองมากขึ้นได้
5. หลีกเลี่ยงการใช้เครื่องสำอางหรือผลิตภัณฑ์บำรุงผิว แม้จะสามารถใช้ครีมกันแดดได้ แต่ก็ ควรหลีกเลี่ยงการใช้เครื่องสำอาง หรือผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีส่วนผสมของสารเคมี หรือกรดต่าง ๆ เช่น กรดวิตามินเอ กรดเรตินอล เพื่อลดการระคายเคืองของผิวหนัง