ฉีดผิวขาว ลดน้ำหนัก จี้ไฝ เชียงใหม่

Facebook Instagram ENG | CHA

การเลเซอร์กำจัดจุดบกพร่อง เชียงใหม่


การเลเซอร์กำจัดจุดบกพร่อง

การเลเซอร์กำจัดจุดบกพร่อง
         ไม่ว่าจะเป็นไฝ กระ ติ่งเนื้อ หูด ก็สามารถบั่นทอนความมั่นใจและสร้างความรำคาญใจแก่ผู้ที่มี เนื่องจากจะทำให้ผิวไม่เรียบเนียนแล้ว ยังทำให้บริเวณที่เกิดยื่นนูนออกมาอีกต่างหาก  เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น สาวๆต่างก็หาวิธีที่จะกำจัดออกไป โดยบางรายมีวิธีกำจัดที่ไม่ถูกสุขลักษณะ อาจจะก่อให้เกิดแผลเป็นขึ้นมาแทนที่ 
        เรื่องปัญหาเหล่านี้ทางคลินิกพรีมาดอนน่า สามารถช่วยแก้ปัญหาเกี่ยวกับไฝ ติ่งเนื้อ กระเนื้อและหูด โดยมีเครื่องมือทางการแพทย์ที่ทันสมัยและทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านความงามที่มีประการณ์มามากกว่าสิบปี สามารถให้คำปรึกษาและพร้อมที่จะให้บริการในด้านความงามในเชียงใหม่


ไฝ
        ไฝคือจุดเล็ก ๆ ที่มักปรากฏเป็นสีน้ำตาลหรือสีดำบนผิวหนัง อาจมีลักษณะแบน นูนขึ้น มีพื้นผิวเรียบหรือขรุขระ หรือบางครั้งก็มีเส้นขนขึ้นบนไฝ ไฝตามร่างกายพบได้เป็นปกติและมักขึ้นในช่วงระหว่างวัยเด็กจนถึงวัยรุ่น โดยขนาดและรูปร่างของไฝยังอาจเปลี่ยนแปลงไปหรือจางลงเมื่ออายุมากขึ้นและส่วนใหญ่ไม่ก่อให้เกิดอันตรายใด ๆ แต่ก็มีโอกาสพัฒนาไปเป็นมะเร็งเมลาโนมาซึ่งพบได้น้อยมาก
        โดยสาเหตุของการเกิดไฝนั้นมีหลายปัจจัย โดยปัจจัยหลักๆในการเกิดไฝ คือการเปลี่ยนแปลงทางด้านฮอร์โมนต่างๆ พันธุกรรม แสงแดด ภูมิคุ้มกัน ช่วงอายุวัย ผู้ที่มีการกลายพันธุ์ของยีนส์ BRAF รวมถึงผู้ที่มีผิวสีอ่อนมีโอกาสเกิดไฝขึ้นมากกว่าคนผิวสี ซึ่งทางคลินิกในเชียงใหม่จะใช้วิธีการจี้ไฝโดยเครื่องเลเซอร์แบบ Co2 ในการเลเซอร์  และเป็นโปรแกรมกำจัดไฝที่นิยมในเชียงใหม่อีกด้วย


ติ่งเนื้อ
        ติ่งเนื้อคือ ก้อนเนื้อเล็กมีลักษณะนุ่ม ซึ่งเกิดขึ้นมาและเป็นติ่งอยู่บนผิวหนัง มีสีและขนาดแตกต่างกันไป โดยมีตั้งแต่ขนาดเล็กไปจนถึงประมาณ 2 นิ้ว ติ่งเนื้อไม่ใช่เนื้อร้าย และไม่กลายเป็นมะเร็งผิวหนัง โดยทั่วไปแล้ว บริเวณผิวหนังที่เป็นข้อพับมักเกิดติ่งเนื้อ เช่น คอ รักแร้ ลำตัว ใต้ราวนม หรือบริเวณหัวหน่าว ผู้ที่มีติ่งเนื้ออาจรู้สึกระคายเคืองในกรณีที่ติ่งเนื้อเสียดสีกับเสื้อผ้าหรือเครื่องประดับ ทั้งนี้ ผู้ที่มีอายุมากขึ้นอาจเกิดติ่งเนื้อได้ พบได้ทั่วไปสำหรับผู้ที่มีอายุ 50-60 ปี ขึ้นไป และมีแนวโน้มเกิดขึ้นกับผู้ที่น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น ตั้งครรภ์ หรือมีบุคคลในครอบครัวเคยเกิดติ่งเนื้อ
        โดยปัจจัยในการเกิดติ่งเนื้อจะเกิดขึ้นจากผิวหนังที่ล้อมรอบเส้นใยคอลลาเจนและเส้นเลือดจนกลายเป็นติ่งโปรตีนที่ขึ้นตามร่างกาย โดยจะเกิดขึ้นมากให้ผู้ที่มีอายุมาก แต่อย่างไรก็ตามติ่งเนื้อยังมีสาเหตุและปัจจัยอื่นๆในการเกิดติ่งเนื้อ เช่น ภาวะดื้ออินซูลิน ภาวะอ้วน การตั้งครรภ์ เชื้อHIV รวมถึงพันธุกรรมอีกด้วย 


วิธีการกำจัดติ่งเนื้อ
1. การผ่าตัดติ่งเนื้อ วิธีนี้จะช่วยกำจัดติ่งเนื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ก็เสี่ยงเกิดเลือดออกได้มาก
2. การบำบัดด้วยความเย็นจัด (Cryotherapy) วิธีนี้จะรักษาติ่งเนื้อด้วยอุณหภูมิเย็นจัด อีกทั้งยังใช้รักษาผิวหนังบริเวณที่เกิดอาการเจ็บปวดจากเส้นประสาท มะเร็งบางชนิด หรือเซลล์ผิวหนังที่เกิดความผิดปกติ โดยแพทย์จะสอดอุปกรณ์สำหรับรักษาเข้าไปข้างในเนื้อเยื่อที่อยู่ใกล้กับบริเวณที่เส้นประสาทถูกทำลาย และลดอุณหภูมิของเครื่องมือจนเย็นจัด เพื่อแช่แข็งเส้นประสาท ซึ่งจะช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดหรือระคายเคือง
3. การเลเซอร์จี้ติ่งเนื้อด้วยเครื่อง Co2 วิธีนี้จะจี้เข้าที่บริเวณติ่งเนื้อที่มีสีผิดปกติหรือทำให้เกิดการระคายเคือง ให้หลุดออกไป ผู้ที่มีติ่งเนื้อควรใช้บริเวณสถานพยาบาลที่ได้รับมาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุข เนื่องจากอาจมีอาการติดเชื้อได้


กระเนื้อ
        กระเนื้อ เป็นก้อนเนื้อชนิดที่ไม่ใช่มะเร็ง มีลักษณะเป็นติ่งเนื้อขนาดเล็กคล้ายหูดนูนขึ้นมาจากผิวหนัง มักพบตามใบหน้า หน้าอก ไหล่ และหลัง ไม่ทำให้เกิดความเจ็บปวดและไม่จำเป็นต้องรักษา ยกเว้นในรายที่กังวลเรื่องความสวยงาม ซึ่งพบได้บ่อยในวัยกลางคนและผู้สูงอายุ
อาการของกระเนื้อ

ลักษณะหรืออาการของกระเนื้อสังเกตได้จาก
1. เป็นก้อนเนื้อรูปร่างทรงกลมหรือวงรีคล้ายแปะติดอยู่กับผิวหนัง
2. ขนาดของกระเนื้อส่วนมากมีขนาดเล็กไปจนถึงประมาณ 1 นิ้ว (2.5 เซนติเมตร)
3. มีหลายสี พบได้ตั้งแต่น้ำตาลอ่อนหรือเข้มไปจนถึงสีดำ
4. พื้นผิวของกระอาจมีลักษณะเรียบมันหรือขรุขระ ค่อนข้างแบนหรือนูนขึ้นมาเล็กน้อย
5. พบได้บ่อยตามใบหน้า หนังศีรษะ หน้าอก ไหล่ ท้อง และหลัง มักเกิดเป็นกระจุกมากกว่าจุดเดียว แต่จะไม่พบตามฝ่ามือหรือฝ่าเท้า
6. อาจมีอาการคันหรือเกิดการระคายเคือง แต่ไม่มีอาการเจ็บ
        โดยสาเหตุการเกิดติ่งเนื้อคล้ายกับการเกิดติ่งเนื้อ ซึ่งปัจจัยหลักๆคือ อายุ พันธุกรรม แสงแดด รวมถึงการมีโรคผิวหนังและยีนส์


การรักษากระเนื้อ
        กระเนื้อไม่จำเป็นต้องรักษา เพราะไม่ก่อให้เกิดอันตรายใด ๆ ยกเว้นผู้ป่วยต้องการกำจัดกระเนื้อออกด้วยเหตุผลด้านความสวยงาม หรือผิวหนังบริเวณนั้นส่งผลกระทบกับการใช้ชีวิต เช่น เกิดการระคายเคืองหรือเลือดออกเมื่อเสียดสีกับเสื้อผ้า และวิธีการกำจัดกระเนื้อมีอยู่หลากหลายวิธี ขึ้นอยู่ตามความเห็นของแพทย์
1. การผ่าตัดด้วยความเย็นจัดหรือการจี้เย็น (Cryosurgery) เป็นวิธีรักษาที่ค่อนข้างมีประสิทธิภาพ โดยการใช้ไนโตรเจนเหลวแช่แข็งทำลายเนื้อเยื่อที่ผิดปกติออก แต่อาจส่งผลให้เกิดรอยด่างบริเวณที่เกิดกระเนื้อ และไม่ค่อยได้ผลดีกับกระเนื้อที่มีลักษณะนูน
2. การขูดเอาเนื้อเยื่อที่เป็นกระเนื้อออกโดยใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่เรียกว่า Curettage เพื่อให้ผิวหนังบริเวณนั้นบางหรือเรียบลง โดยอาจใช้ควบคู่กับวิธีการผ่าตัดด้วยความเย็นจัด หรือการจี้ด้วยไฟฟ้า
3. การจี้ไฟฟ้า แพทย์จะทายาชาเฉพาะที่ก่อนใช้เครื่องจี้ไฟฟ้ากับผิวหนังบริเวณที่เกิดกระเนื้อ แพทย์อาจใช้วิธีนี้เพียงวิธีเดียวหรือทำควบคู่กับการขูดเอาเนื้อเยื่อออก หากทำไม่ถูกวิธีหรือแพทย์ที่ไม่ชำนาญอาจก่อให้เกิดรอยแผลเป็นตามมา และค่อนข้างใช้เวลานานกว่าวิธีการรักษาอื่น
4. การรักษาด้วยเลเซอร์ ซึ่งมีเลเซอร์อยู่หลายชนิดที่ช่วยให้กระเลือนลงได้ ด้วยเครื่องเลเซอร์ชนิดCo2 ซึ่งเป็นการกำจัดกระเนื้อที่นิยมในเชียงใหม่
5. การจี้ด้วยสารเคมี เช่น กรดไตรคลอโรอะซิติก (Trichloroacetic Acid)


หูด
        หูด เป็นโรคติดต่อทางผิวหนังชนิดหนึ่ง ซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัส Human Papilloma Virus (HPV) โดยเชื้อไวรัสชนิดนี้จะกระตุ้นให้เซลล์ผิวหนังเกิดการหนาตัวหรือแข็งตัวขึ้น ส่วนใหญ่มักพบในเด็กและวัยรุ่น หูดมีหลายขนาดและหลายลักษณะ สามารถเกิดได้ตามผิวหนังทุกส่วนของร่างกาย
        หูดสามารถแพร่กระจาย ติดต่อโดยการสัมผัสทางผิวหนัง และทางเพศสัมพันธ์ ซึ่งขึ้นอยู่กับชนิดของหูด โดยเชื้อจะเข้าสู่ร่างกายทางผิวหนังที่เกิดการถลอก มีรอยขีดข่วน มีแผลหรือถูกกดทับ การสัมผัสกับบริเวณผิวหนังที่เป็นหูดหรือการหยิบจับของที่มีเชื้อไวรัสปนเปื้อนอยู่ ทั้งนี้หูดยังสามารถติดต่อจากส่วนหนึ่งของร่างกายไปยังอีกส่วนหนึ่งได้ รวมทั้งการแกะเกาก็สามารถทำให้เกิดการแพร่กระจายของหูดไปยังส่วนอื่นๆ ได้เช่นกัน
ลักษณะของหูด สามารถแบ่งได้เป็น 5 กลุ่มดังนี้
1. หูดธรรมดา ลักษณะเป็นตุ่มนูนแข็ง ผิวค่อนข้างขรุขระ สีเหมือนผิวหนังหรือสีดำ อาจมีเม็ดเดียวหรือหลายเม็ด
2. หูดผิวเรียบ ลักษณะเป็นตุ่มแบน ผิวเรียบ สีเหมือนผิวหนัง
3. หูดฝ่ามือ ฝ่าเท้า ลักษณะเป็นปื้นหนาแข็งฝังอยู่ในเนื้อ สีค่อนข้างเหลือง เมื่อยืนเดินลงน้ำหนักหรือกดทับจะเจ็บ
4. หูดที่อวัยวะเพศ ลักษณะเป็นตุ่มนูนสูงคล้ายหงอนไก่ พบบริเวณอวัยวะเพศ ทวารหนัก และขาหนีบ
5. หูดที่เป็นติ่งเนื้อแข็งยื่นจากผิวหนัง ลักษณะเป็นตุ่มขรุขระแต่ยาวคล้ายนิ้วมือเล็กๆ มักพบบริเวณใบหน้า และลำคอ

วิธีการรักษาหูด
1. การทายา ยาที่ใช้จะเป็นยาที่มีส่วนผสมของกรดซาลิซิลิก กรดแลคติก กรดไตรคลออะซิติก แต่การรักษาหูดด้วยการทายาจะต้องใช้เวลานานหลายสัปดาห์ หรือบางรายหลายเดือนกว่าจะหาย ควรมาพบแพทย์เพื่อรับการรักษา ไม่ควรทายาด้วยตนเอง
2. การจี้ด้วยความเย็น โดยใช้ไนโตรเจนเหลว วิธีนี้ใช้ได้ผลดีกับหูดขนาดไม่ใหญ่มาก โดยระหว่างจี้ผู้ป่วยจะรู้สึกเจ็บหรือแสบ ต่อมาบริเวณที่จี้อาจจะพองเป็นตุ่มน้ำ และใหญ่ขึ้นเป็นถุงน้ำ หลังจากนั้นจะค่อยๆ แห้งลงและตกสะเก็ด และจะหายภายใน 1-3 สัปดาห์ ซึ่งอาจต้องจี้ซ้ำหลายครั้งจนกว่าจะหายขาด
3. การจี้ด้วยไฟฟ้า เป็นการทำลายตุ่มหูดด้วยความร้อน วิธีนี้ได้ผลค่อนข้างดี แต่อาจทำให้มีแผลเป็นได้
4. การรักษาด้วยเลเซอร์ วิธีนี้จะใช้เลเซอร์จี้ที่ตัวหูด ซึ่งได้ผลดีและเป็นการเลเซอร์ที่รวดเร็วและปลอดภัย 
5. การผ่าตัด คือการผ่าตัดเอาก้อนหูดออก ใช้สำหรับหูดที่รักษาด้วยวิธีอื่นไม่ได้ผล
6. การทายาเพื่อกระตุ้นภูมิ (DCP) ใช้ในกรณีที่รักษาด้วยวิธีการอื่นไม่ได้ผลหรือหูดมีปริมาณมาก การรักษาใช้เวลาหลายเดือนและต้องมาทายาที่โรงพยาบาลทุกสัปดาห์


การทำเลเซอร์ Co2 (Co2 Laser)
        Co2 laser เป็นเลเซอร์ที่อยู่ในกลุ่มที่มีพลังงานสูง ซึ่งหลักการคือ กำจัดส่วนเกินที่ไม่ต้องการ รักษาโรคผิวหนัง โดยใช้เครื่องเลเซอร์คาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ในด้านประสิทธิภาพของการรักษา และความปลอดภัย โดยพลังงานของเครื่องแสงอินฟราเรดที่ผลิตจากเครื่องเลเซอร์ จะถูกดูดซับโดยน้ำที่เป็นส่วนประกอบในชั้นผิวหนังกำพร้า และหนังแท้ ทำให้เกิดความร้อนสูงในตำแหน่งที่ต้องการรักษา ทำให้ส่วนเกินที่ไม่ต้องการหลุดลอกออกไป จะใช้ในกรณีที่ต้องมีการ จี้ หรือ ตัดออก เช่น ติ่งเนื้อ กระเนื้อ ขี้แมลงวัน หรือ แม้กระทั้ง ต่อมไขมันที่โตผิดปกติ โดยเลเซอร์กลุ่มนี้จะทำให้เกิดแผลตื้นๆ หรือลึกไปถึงชั้นที่มีปัญหาอยู่  อาจจะต้องหลีกเลี่ยงสารเคมี หรือแสงแดดอยู่บ้าง แต่ก็สามารถทำกิจวัตรประจำวันได้เพียงแค่ทายาบริเวณที่เป็นแผลอย่างน้อย 1 อาทิตย์ ก่อนการทำเลเซอร์นี้ผู้ป่วยจะถูกทำความสะอาดบริเวณที่จะทำการรักษา และทายาชา ปิดด้วยฟิล์ม และรอให้ยาชาออกฤทธิ์ ประมาณ 30 – 45 นาที หลังจากนั้นจึงทำการยิงเลเซอร์ ซึ่งแผลจะหายดีภายใน 1 อาทิตย์ และรอยแดงจะค่อยๆ จางหายไปเองภายใน 1-2 เดือน ในบางรายที่มีเม็ดสีที่ลึกลงไป อาจจะต้องมาทำซ้ำ 1-2 ครั้ง แต่ต้องทิ้งระยะห่างกัน 3-6 เดือน
        โดยการเลเซอร์Co2 กำจัดไฝ ติ่งเนื้อ กระเนื้อ และหูด เป็นวิธีการที่นิยมในคลินิกที่เชียงใหม่ ราคาที่ถูกและย่อมเยา มีแพทย์ที่เชี่ยวชาญเฉพาะด้านความงามมายาวนานมากกว่าสิบปี ที่พร้อมจะให้บริการและรับปรึกษาเกี่ยวกับความงามได้ที่ พรีมาดอนน่าคลินิก ถนนนิมมานเหมินท ข้างธนาคารธนชาต จังหวัดเชียงใหม่ โทร 053-400862 


การดูแลตัวเองหลังการเลเซอร์Co2
1. แผลห้ามถูกน้ำ 24 ชม. แรก หรือตามแพทย์สั่ง
2. หลังจาก 24 ชม. ให้แกะพลาสเตอร์ติดแผลออก และล้างหน้าด้วยสบู่อ่อนที่แพทย์สั่ง
3. เมื่อเริ่มมีสะเก็ดห้ามแกะ ใช้ยาทาที่แพทย์สั่งแต้มสะเก็ดเช้า - เย็น จนกว่าสะเก็ดจะหลุดไปเอง ซึ่งใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์
4. เมื่อแผลแห้งใช้ยาที่แพทย์สั่ง ใช้ทาบริเวณที่ทำเลเซอร์ไป
5. เมื่อสะเก็ดหลุดให้เริ่มทาครีมกันแดดทุกวันในตอนเช้า และพยายามหลีกเลี่ยงแสงแดดให้มากที่สุด
6. ระหว่างนี้อาจมีรอยแดงช้ำ หรือรอยหลุมตื้น ๆ ซึ่งจะดีขึ้นเองช้าๆ ถ้ามีปัญหารอยดำเกิดขึ้นให้ปรึกษาแพทย์ค่ะ หรือหากไม่แน่ใจแนะนำให้กลับมาพบแพทย์เพื่อติดตามผล