ทำหน้าเรียวยังไงไม่ให้หน้าย้อย 3

ทำหน้าเรียวยังไงไม่ให้หน้าย้อย 3
หากแพทย์ทำหน้าเรียวไม่ชำนาญจริง คือดูดเอาไขมันส่วนลึกออก หรือทำให้เกิดการยุบตัวของชั้นนี้ ย่อมทำให้เกิดการหย่อนยานคล้อยของใบหน้าตามมา สำหรับส่วนด้านข้างของใบหน้าบริเวณกราม บริเวณนี้ไม่มีไขมันชั้นลึกแต่มีกล้ามเนื้อกรามซึ่งหนาใหญ่ เกาะติดกระดูกขากรรไกรล่างเป็นตัวช่วยค้ำยันแก้มไว้
ดังนั้น ถ้าฉีดโบท็อกซ์หน้าเรียวจนกล้ามเนื้อกรามหดเล็กลง จึงเห็นสาเหตุให้แก้มหย่อนตามมา โดยเฉพาะผู้ที่ผิวหนังหย่อน และขาดความยืดหยุ่นแล้ว แนวทางการแก้ไข ผู้ที่ฉีดโบท็อกซ์ลดกรามจนแก้มห้อย หากเป็นไม่มากก็รอสัก 6-12 เดือนรอโบท็อกซ์หมดฤทธิ์ กล้ามเนื้อกรามที่ยุบจากโบท็อกซ์ก็อาจโตขึ้นมา แก้มที่ห้อยก็จะดีขึ้นเอง
สำหรับผู้ที่ฉีดโบท็อกซ์หน้าเรียวลดกรามแล้วหายครั้งกล้ามเนื้ออาจฝ่อถาวร และไม่กลับไปเหมือนเดิม กรณีนี้อาจฉีดฟิลเลอร์ลงไปแทน โดยฉีดเข้าไปใต้เนื้อเยื่อ SMAS (Sub SMAS) ซึ่งจะไปวางอยู่บนกล้ามเนื้อหน้ากรามพอดี เทคนิคนี้สามารถใช้แก้ส่วนบนในระดับข้อขากรรไกรหน้าหู (Temporomandibular Joint)
ที่ยุบตัวลงได้ด้วย ทำให้ลักษณะหน้าตอบ และโหนกแก้มที่สูงดีขึ้น สำหรับกรณีดูดไขมันที่แก้ม หรือแม้แต่การใช้เครื่องมือที่ช่วยกระชับ และสลายไขมันที่หน้า แล้วเกิดปัญหาแก้มหย่อนย้อยนั้น การแก้ไขทำได้โดยการใช้ฟิลเลอร์เติมกลับเข้าไปที่ชั้นไขมันส่วนลึกก่อน แล้วจึงใช้ไหมละลายร้อยที่ใต้ผิวส่วนบน
เพื่อช่วยดึงผิวให้กระชับเข้ารูปอีกที เคสแบบนี้มักมีค่าใช้จ่ายสูงเนื่องจากต้องใช้ฟิลเลอร์จำนวนมากฉีดเข้าไปทดแทนไขมันที่หายไป ส่วนกรณีฉีดสลายไขมัน หรือ เมโสแฟ็ต ที่หน้านั้น มักเป็นการสลายที่ไขมันใต้ผิวหนัง ซึ่งเป็นไขมันชั้นบน การแก้ไขจึงอาจไม่ต้องฉีดฟิลเลอร์เข้าไปทดแทน กรณีแบบนี้อาจร้อยไหมให้ผิวกระชับตึงก็อาจเพียงพอในการแก้ไขการหย่อนคล้อย

#หน้าเรียว #หน้ารียวเชียงใหม่ #ลดกรามเชียงใหม่ #ไฮฟู่เชียงใหม่ #ฉีดผิวขาวเชียงใหม่
#ฉีดผิวขาว #เมโสแฟต #ลดน้ำหนัก #พรีมาดอนน่าคลินิก #Primadonnaclinic
#HIFUเชียงใหม่ #Ultheraเชียงใหม่